Beyond GDP จากเศรษฐกิจที่ “มีมากขึ้น” สู่เศรษฐกิจที่ “อยู่ดี มีสุข และพูนสุข”

ในงาน Local Enterprises Expo 2026 ซึ่งจัดโดยหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ ภายใต้การกำกับของสำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (รวพ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ดร.ดั่งใจถวิล อนันตชัย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อินเทจ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ร่วมบรรยายในหัวข้อ “Beyond GDP: จากเศรษฐกิจที่ ‘มีมากขึ้น’ สู่ความรุ่งเรืองที่ทำให้คน ‘อยู่ดี มีสุข และพูนสุข’” เพื่อชวนมองความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจผ่านมิติที่กว้างกว่าการเติบโตของรายได้และผลผลิตเพียงอย่างเดียว
ตลอดเวลากว่า 90 ปีที่ผ่านมา GDP หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ถูกใช้เป็นตัวชี้วัดสำคัญของความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ เพราะช่วยให้เราเห็นว่าประเทศผลิตสินค้าและบริการได้มากเพียงใด เศรษฐกิจขยายตัวหรือหดตัว และรายได้โดยรวมเพิ่มขึ้นมากน้อย แค่ไหน แต่คำถามสำคัญสำหรับโลกวันนี้คือ เมื่อประเทศผลิตได้มากขึ้น ผู้คนมีชีวิตที่ดีขึ้นจริงหรือไม่? GDP ไม่ได้ถูกออกแบบมา เพื่อวัดความสุข คุณภาพความสัมพันธ์ ความมั่นคงทางใจ ความหมายของชีวิต หรือความสามารถในการรับมือกับความไม่แน่นอนในสถานการณ์ปัจจุบันได้
ผลการศึกษา Well-being Study 2026 ใน 10 ประเทศของเครือข่าย INTAGE จึงมองความอยู่ดีมีสุขอย่างรอบด้านผ่าน 6 มิติ ได้แก่ สุขภาพกาย สุขภาพใจ ความสัมพันธ์ทางสังคม ความมั่นคงทางการเงิน สภาพแวดล้อม และความหมายของชีวิต แล้วคำนวณออกมา เป็น Well-being Index ของแต่ละประเทศ ผลการศึกษาพบว่า อินเดีย ไทย และอินโดนีเซียมีคะแนน Well-being Index สูงเป็น สามอันดับแรก ขณะที่ประเทศที่มี GDP ต่อหัวสูงกว่าอย่างสิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น กลับไม่ได้มีคะแนน ความอยู่ดีมีสุขสูงตามไปด้วย สะท้อนว่า “ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ” และ “ความมั่งคั่งของชีวิต” อาจไม่ได้เติบโตไปใน ทิศทางเดียวกัน

ภาพที่ 1: GDP ต่อหัวที่สูงไม่ได้ทำให้ระดับความอยู่ดีมีสุขสูงตามไปด้วยเสมอไป
เมื่อ “ใช้เงินได้มากขึ้น” ไม่เท่ากับ “ใช้ชีวิตได้ดีขึ้น”
ความสุขไม่ได้เกิดจากเงินเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากการมีร่างกายที่พร้อม มีจิตใจที่มั่นคง มีคนที่เกื้อกูล มีความมั่นใจทางการเงิน ได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย และรู้สึกว่าชีวิตมีความหมาย

ภาพที่ 2: ความอยู่ดีมีสุขของคนไทยประกอบด้วย 6 มิติ - กายพร้อม เงินพอใช้ ใจพอดี และชีวิตมีความหมาย
สำหรับคนไทย ภาพรวมของความอยู่ดีมีสุขอาจสรุปได้ว่า “กายพร้อม เงินพอใช้ ใจพอดี” โดยสุขภาพกายและความมั่นคง ทางการเงินเป็นฐานสำคัญ ขณะที่สุขภาวะทางใจก็มีน้ำหนักสูงไม่แพ้กัน
อย่างไรก็ตาม ความหมายของชีวิตที่ดีไม่ได้เหมือนกันสำหรับทุกคน Gen X อาจเป็น “เดอะแบก” ที่ต้องรับผิดชอบทั้งครอบครัว งาน และคนหลายรุ่น Gen Y เป็น “เดอะบาลานซ์” ที่พยายามหาสมดุลระหว่างความก้าวหน้ากับความสุข ส่วน Gen Z เป็น “เดอะค้นหา” ที่ให้ความสำคัญกับตัวตน ความหมาย และพื้นที่ของตัวเอง
ดังนั้น ธุรกิจที่ต้องการสร้างคุณค่าในโลกปัจจุบันจึงไม่อาจมองผู้บริโภคเป็นเพียง “กำลังซื้อ” แต่ต้องเข้าใจแรงกดดันในแต่ละช่วงวัย รวมถึงความหมายของคำว่า “ชีวิตที่ดี” ซึ่งแตกต่างกันในแต่ละคน
Local Enterprise: เศรษฐกิจที่ไม่ได้สร้างเพียงรายได้ แต่สร้างความเกื้อกูล
เมื่อนำกรอบเดียวกันไปศึกษากลุ่มผู้ประกอบการท้องถิ่น (Local Enterprise) พบว่า ดัชนีความอยู่ดีมีสุขของกลุ่มนี้สูงกว่า ผู้บริโภคในเมืองโดยรวมของประเทศ และมีคะแนนความพึงพอใจสูงกว่าในทุกมิติ โดยเฉพาะมิติด้านสังคม ผลลัพธ์นี้สะท้อนว่า ความมั่งคั่งของธุรกิจท้องถิ่นไม่ได้อยู่ในรูปของรายได้เพียงอย่างเดียว แต่ยังอยู่ในความสัมพันธ์ การพึ่งพากัน ความภาคภูมิใจ ในภูมิปัญญาท้องถิ่น และความรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่มีความหมายมากกว่าตัวเอง
หากความอยู่ดีมีสุขของคนไทยคือ “กายพร้อม เงินพอใช้ ใจพอดี” ความอยู่ดีมีสุขของ Local Enterprise อาจเพิ่มอีกหนึ่งคำสำคัญ นั่นคือ “เกื้อกูล” เพราะผู้ประกอบการท้องถิ่นมีโอกาสสร้างความสุขได้พร้อมกันถึงสามระดับ ได้แก่ “สุขนอก” จากความสะดวก ความปลอดภัย สุขภาพ รายได้ และสิ่งแวดล้อมที่ดี; “สุขใน” จากความสบายใจ ความมั่นใจ และความสัมพันธ์ที่ดี; และ “สุขแบบปีติ” จากการให้ การเกื้อกูล และการมองเห็นคุณค่าของทุกชีวิต

ภาพที่ 3: ดัชนีความอยู่ดีมีสุขของ Local Enterprise สูงกว่าผู้บริโภคในเมือง โดยมิติสังคมโดดเด่นที่สุด
จาก GDP สู่ JDP: Joyful Domestic Prosperity - ความรุ่งเรืองแบบเกื้อกูล
ในขณะที่เศรษฐกิจโลกยังต้องใช้ GDP เพื่อวัดความสามารถในการผลิตและการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่นอกจากคำถามว่า “เรามีมากแค่ไหน” เราควรต้องถามด้วยว่า “สิ่งที่เรามี ทำให้ผู้คนอยู่ดี มีสุข และพูนสุขเพียงใด”
JDP หรือ Joyful Domestic Prosperity คือความรุ่งเรืองที่ไม่ได้หยุดอยู่ที่การเพิ่มผลผลิต แต่ทำให้คุณภาพชีวิตของผู้คน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมดีขึ้นอย่างยั่งยืน แนวคิดนี้ไม่ได้ปฏิเสธกำไร เพราะธุรกิจที่ไม่มีกำไรก็ไม่สามารถดำรงอยู่หรือสร้างผลกระทบได้ อย่างต่อเนื่อง JDP ชวนให้เรามองกำไรเป็น “พลังหล่อเลี้ยง” ที่สามารถหมุนกลับไปพัฒนาผู้คน ชุมชน และระบบนิเวศ ไม่ใช่ผลลัพธ์สุดท้ายที่ต้องแลกมาด้วยคุณภาพชีวิตของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
6 มิติของ Well-being คือ 6 โอกาสทางธุรกิจ
คำถามสำคัญของการทำการตลาดจากนี้ไป จึงอาจไม่ใช่เพียง “เราจะขายสินค้าให้ได้มากขึ้นอย่างไร” แต่คือ “สินค้าของเราช่วยให้ชีวิตของใครอยู่ดีมีสุขขึ้นหรือไม่ และช่วยได้อย่างไร” เมื่อธุรกิจเริ่มต้นจากคำถามนี้ การตลาดจะไม่ใช่เพียงการชักจูงให้คนซื้อ แต่เป็นการออกแบบคุณค่าที่ผู้คนสัมผัสได้จริง
จาก GDP สู่ JDP จึงไม่ใช่การเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่คือการขยายความหมายของคำว่า “ความก้าวหน้า” ให้ครอบคลุมทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และความเกื้อกูลว่าสินค้าและบริการของเราช่วยทำให้ชีวิตของผู้คนดีขึ้นและส่งต่อความสุขได้มากเพียงใด

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
English Version (PDF):
Beyond GDP — Prosperity That Helps People Live Well, Be Happy, and Flourish Together
Best viewed on desktop or laptop.

